เมื่อ กี๊ไปมา 3 บ้านที่คอนเฟิร์มแล้วว่าไม่มีญาติพี่น้อง อยู่ตัวคนเดียวค่ะ ข้อมูลนี้ได้มาจากลุงอ้าย คนในพื้นที่ที่กว้างขวางค่ะ อนุโมทนาให้กับเค้าเพราะเค้าขับรถไปส่งบีมค่ะ
ลุงอ้ายผู้ใจดีค่ะ เค้าเป็นคนกว้างขวาง รู้จักคนเยอะ และโชคดีที่โรงสีของเราได้เค้ามาช่วยงานเป็นคนที่ดีจากจิตใจจริงๆค่ะ
ซึ่ง จากการประมวลข้อมูลจากทั้งคุณแม่ ลุงอ้ายและคุณอุ้ยทั้งสาม ถ้าได้เป็นข้าวสารจะดีกว่า เพราะผ้า่ห่มนี้มีอยู่แล้วค่ะ ตามบีมมานะคะ จะเล่าประวัติให้ฟังคร่าว ๆ ทีละคนค่ะ
อุ้ยวงศ์
ไม่ ได้ถามอายุค่ะ แต่บีมจำได้ตั้งแต่แรกเห็นว่าเป็นลุงที่เคยมาแปะข้าวสารที่โรงสีของเรา แกเดินมาและแม่ก็ไม่ได้ถามชื่อค่ะ เราไม่เคยรู้จักเค้า และก็ไม่รู้จะไปตามหาเค้าที่ไหนพอวันนี้ได้รู้ว่า แกเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีญาติพี่น้องเลย อยู่คนเดียวจริง ๆ
บ้านแกก็หลังที่เห็นค่ะ เป็นหลังเล็ก ๆ บ้านไม้
แต่ก่อนเคยมีพี่ชาย และพี่ชายสร้างไว้ให้
แต่ตอนนี้พี่ชายเสียแล้วแกเลยอยู่คนเดียว
คุณแม่เห็นก็เลยบอกว่า ที่เค้าแปะน่ะไม่ต้องคิดแล้ว ให้ไปเลย

ให้หมวกไปด้วยค่ะ แกก็รับไปใส่ทันทีเลย ^^ส่วนนี่เป็นเพื่อนบ้านแกค่ะ บีมก็เลยมอบหมวกให้ 1 ใบค่ะ แกบอกขอบคุณใหญ่เลย และอวยพร
ที่ีบีมบอกค่ะ ฟังภาษาพื้นเมืองจริงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่รู้ว่าแก้ให้พรค่ะ

ลุงคำ
นี่่้บ้านลุงคำค่ะ แกอยู่คนเดียวเช่นกัน ไ่ม่มีใคร บ้านก็หลังเล็กเท่านี้แหละ
ของใช้ก็มักจะเป็นของบริจาคจาก อบต.ค่ะ

บีมมีหมวกไปด้วย ก็เลยมอบให้เลยค่ะอ้อ จะบอกว่า รายนี้มีผ้าห่มเยอะค่ะ เป็นผ้าห่มนวม แต่เป็นของบริจาคจาก อบต.ค่ะ
แกเลยอยากได้เป็นข้าวสารมากกว่า (เดี๋ยวบีมจะอธิบายให้ฟังเรื่องข้าวสารอีกทีค่ะ ว่าทำไมมันถึงสำคัญนัก)
อันนี้ถ่ายมาเป็นหลักฐานว่าอิชั้นไปจริง ๆ ค่ะลุงแก้ว

อยู่คนเดียวเช่นกันค่ะ ไม่มีญาติพี่น้อง บ้านที่อยู่นี้เป็นงบของ อบต.ค่ะ แต่ก่อนไม่รู้แกอยู่ไหน แต่ อบต. มาสร้างไว้ให้ที่นี่ค่ะ)

ภายในบ้านค่ะ
แอบเก๋ มีแตะแฟชั่นด้วย (แซวเล่นน่ะค่ะ)ทำไมถึงต้องเป็นข้าวสาร?
อย่าพึ่งเข้าใจผิดนะคะว่าบีมกะลังจะเอาเงินบริจาคมาซื้อของที่บ้าน
เปล่า เลยจ้า พอดีว่าตอนแรกจะซื้อผ้าห่มแต่ลุงอ้ายบอกว่า ข้าวสารดีกว่า เพราะคนจน ๆ เวลาเค้าซื้อข้าวเนี่ย ซื้อได้ไม่เยอะ แค่ลิตรสองลิตรแค่นั้น
แต่ผ้าห่มจะมีคนช่วยบริจาคทุกปีอยู่แล้วค่ะ
และตอนนี้ข้าวสารขอบอกว่าราคาแพงมาก แค่ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาซื้อขายผันผวนมากค่ะ และราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ
จากเมื่อ 2 เดือนก่อน ขายข้าวเหนียวอยู่ที่กระสอบละ 680 บาทค่ะ
สักพักขึ้นเป็น 700 บาท
และตอนนี้ 750 บาทค่ะ
ซึ่ง ขอบอกว่า แม่บีมทำธุรกิจแบบการกุศลมาก คือกำไรต่ำสุด ๆ (พูดจริงๆค่ะ) ถ้าเทียบกับสหกรณ์โรงสีของอำเภอหรือโรงสีอื่น ๆ ละแวกนี้ และเราไม่เคยเอาข้าวมาปนกันเลย เป็นข้าวคุณภาพ ซึ่งรู้มั้ยคะ ถ้าคนที่เค้ามีเงินหน่อย เค้าจะไม่ไปซื้อที่อื่นค่ะ เพราะข้าวบ้านบีมคัดคุณภาพจริง ๆ ถึงราคาจะสูงกว่าที่อื่นหน่อย แต่เค้ารู้ว่ากินแล้วอร่อยค่ะ ไ่ม่เอาเปรียบลูกค้า
ส่วนข้าวจ้าวไม่ต้องพูดถึง แพงโคตร ๆเลย
ตอนนี้ กระสอบละ 1,200 บาทค่ะ
และ ยิ่งเป็นข้าวใหม่ (ข้าวใหม่หมายถึง ข้าวที่พึ่งเกี่ยวมาจากนาเลยค่ะ ซึ่งช่วงนี้ ถ้าใครโทรหาบีมแล้วบีมยุ่ง ๆ นั่นล่ะค่ะ คือ มีคนเอาข้าวใหม่มาขายที่บ้านอยู่ ก็ต้องหยิบนู่นนี่ให้คุณแม่ไปด้วย)
ข้าวใหม่จะหอม นุ่ม และกินอร่อยกว่าข้าวเก่าค่ะ
แต่ก็แพงกว่าด้วย
ซึ่งคนจนหมดสิทธิ์กินเพราะแพง
ดังนั้น คุณแม่เลยเสนอความคิดว่า
บริจาคเป็นข้าวใหม่ ขอบอกว่าใหม่จริง ๆ เพราะตั้งแต่คุณแม่รับซื้อมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ได้สีเลยค่ะ ท่านบอกว่า ถ้าหากผู้ที่บริจาคมีความจำนงค์ที่จะบริจาคเป็นข้าวใหม่ จะสีให้เลยพรุ่งนี้ค่ะ แล้วเอาไปแจกคุณลุงทั้งสามเลยในตอนเย็นค่ะ
รวดเร็วทันใจดีเนาะ
ส่วนราคาคุณแม่คิดราคาต้นทุนเลยค่ะ ไม่คิดค่าสี ค่าไฟ(ที่แสนแพง) และค่าคนงานที่ปกติแล้วคิดรวมไปในทุกกระสอบที่ขาย
อันนี้เพื่อการกุศลจริง ๆ ค่ะ (อนุโมทนาแม่ตัวเอง)
และเราได้กำหนดปริมาณดังนี้ สำหรับการกินคนเดียวค่ะ
ข้าวเหนียว 1/2 กระสอบ ต่อ คน ราคา 495 บาท
ข้าวจ้าวซื้อ 1/2 กระสอบ ต่อ 3 คน ตกอยู่ที่คนละ 7 กก. ราคา 600 บาทค่ะ
ดังนั้น 3 คนนี้รวมเป็น 1,095 บาท ค่ะ
เดี๋ยวจะไปหักจากยอดทั้งหมดให้ที่หน้ายอดบริจาคเดือน ธ.ค.ค่ะ
ถ้าหากผู้บริจาคต้องการบริจาคเป็นอย่างอื่น สามารถแจ้งความประสงค์ได้เลยนะคะ
แจ้งมาได้ทันทีที่ rinyabhatr@gmail.com ค่ะหรือ 080 499 8105
บีมกับแม่ไม่ขัดศรัทธาอยู่แล้วค่ะ
สบาย ๆ ค่ะ มีอะไรก็คุยกัน
ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
No comments:
Post a Comment