โครงการใหม่! ร่วมทำบุญเป็นปัจจัย ขนม หรือ ของเล่น สำหรับงานวันเด็กของโรงเรียนในอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน (บนดอยค่ะ) ตามกำลังศรัทธา รายละเอียด คลิกที่นี่ ค่ะ
โครงการปันน้ำใจนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยบีมรู้สึกว่าอยากจะให้อะไรกลับคืนให้กับชุมชนที่อาศัยอยู่ (พื้นที่บ้านเหมืองหลวง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย) โดยตอนแรกเริ่มจากความคิดในการรวบรวมปัจจัยซื้อเครื่องกันหนาว แต่เมื่อออกพื้นที่ จึงได้ทราบว่าชาวบ้านมีเครื่องกันหนาวเพียงพอแล้ว แต่ที่ขาดจะเป็นข้าวสารหรือของที่รับประทานได้

เิงินที่ได้นี้เป็นเงินส่วนตัวของบีมส่วนหนึ่ง 10% จากยอดรายได้และเพื่อน ๆ ใจบุญจากบล็อกได้บริจาคร่วมมาด้วย

ขอบคุณมากนะคะ บีมจะหาโครงการดี ๆ และอัพเดทเรื่อย ๆ ค่ะ

อนุโมทนา


Saturday, December 26, 2009

บริจาคเสื้อผ้าให้น้องชาวพม่า

มีเรื่องการทำบุญมาอัพเดทดังนี้นะคะ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บีมได้รับพัสดุกล่องใหญ่จากพี่เจนนี่ ซึ่งเป็นเสื้อผ้าของพี่เค้าค่ะ

มีทั้งเสื้อ กางเกง ทั้งใส่เล่น ทั้งใส่เที่ยว ผ้าพันคอถัก หมวกถัก


พอได้ของมา บีมเลยปรึกษาคุณแม่ว่าจะเอาให้ใครดี

คุณแม่เลยติดต่อไปที่เพื่อนของคุณแม่ซึ่งมีธุรกิจบ่อปลาและเลี้ยงสัตว์อยู่ในหมู่บ้านนี้แหละ

บ้านเพื่อนคุณแม่มีคนงานพม่าอยู่กันเป็นครอบครัวค่ะ มีหลายครอบครัว
และส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้หญิง

เด็กเหล่านี้เกิดที่นี่ค่ะ เกิดที่เมืองไทย

เมื่อเช้าน้อง ๆ เค้ามาเอาเสื้อผ้าไป เค้าพูดภาษาเมืองชัดมาก คือ ดูไม่เหมือนคนพม่าสักนิดเลย

ซึ่งแจ้งผ่านทางหน้าบล็อกนะคะว่าได้ทำการบริจาคเสื้อผ้าทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้ว
ยกเว้นหมวกถักสีเหลืองและผ้าพันคอสีเหลือง คุณแม่จะนำไปถวายพระค่ะ ก็เลยแยกออกมาไว้

อนุโมทนาพี่เจนนี่นะคะ... :-)

โครงการต่อมาก็มีแนวคิดการบริจาคหนังสือจากน้องพลอยค่ะ
ซึ่งตอนนี้บีมกำลังขอคำปรึกษาคุณแม่ว่าเรื่องหนังสือที่ไม่ใช้แล้วนี้จะำทำอย่างไรดี

ที่หมู่บ้านนี้หรือเด็กที่นี่ บีมต้องบอกความจริงว่า จะไม่แข่งขันเหมือนเด็กในเมืองนะคะ
เด็กที่นี่ หาได้น้อยคนที่จะชอบอ่านหรือเรียนหนังสือ
จะมีเด็กที่ฐานะดี ๆ พ่อกับแม่มักจะส่งไปเรียนที่ตัวเมืองเชียงราย ซึ่งเด็กเหล่านั้นก็จะเรียนดีกว่าค่ะ ขยันและตั้งใจเรื่องเรียนมากกว่า

บีมไม่โทษเด็กนะคะ
และก็ไม่รู้จะโทษอะไรดี...

บ้านบีมเคยอุปการะเด็กคนหนึ่ง
น้องเป็นเด็กผู้หญิงค่ะ
คุณตารับมาเลี้ยงตั้งแต่เค้าอยู่ ม.1
เราตั้งใจจะส่งเสียให้เค้าจบ ม.6 และเข้ามหาวิทยาลัย

แต่เหตุการณ์ก็เปลี่ยนไปค่ะ...
เพราะน้องเริ่มใจแตก

และในที่สุดตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว...เพราะเธอไปอยู่บ้านแฟนแล้วค่ะ

ก็เสียดายโอกาสต่าง ๆ ในชีวิตแทน

บีมเคยถามคำถามกับเด็ก ๆ ที่หมู่บ้านนี้ว่า

โตไปแล้วอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร เวลาว่างชอบทำอะไร

คำตอบที่ได้ มักจะบอกว่า น้องไม่รู้จักตัวเอง ไม่มีเป้าหมายในชีีวิต

.... และเวลาว่าง ก็ไม่มีใครอ่านหนังสือ ....

วิชาภาษาอังกฤษ บีมเคยสอนพิเศษ...

คุณครูเองให้การบ้านมาแบบไม่ได้สอน

บีมถามว่าคุณครูสอนอะไร แล้วให้ทำอะไรยังไงบ้างกับการบ้านนี้

เค้าบอกว่า ไม่รู้เหมือนกัน...

บีมก็ ...อ่าว แล้วชั้นจะรู้มั้ยเนี่ย

ขนาดมีเด็กนิสัยดีเรียนเก่งคนนึงมาให้บีมสอน

วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่เค้าไม่รู้อะไรเลยค่ะ...

Dictionary ก็ยังไ่ม่มี

อืม...แม่เจ้ามาก ๆ อยากจะไปถาม ผอ.จังว่า สรุปแล้วสอนอะไรกันมั่งเนี่ย วันๆนึง

บีมเอง...ก็เลยไม่แน่ใจว่า การที่จะรับหนังสือมาบริจาคห้องสมุดโรงเรียนที่นี่จะได้ผลตามจุดมุ่งหมายหรือไม่

บีมขอคิดและปรึกษาคุณแม่ก่อนนะคะ
เพราะถ้าเป็นห้องสมุดโรงเรียนเก่าบีมที่ สาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดว่าน่าจะได้ประโยชน์กว่า

แต่เดี๋ยวขอเวลาก่อนนะคะ
ถ้าได้วิธีดี ๆ แล้วจะมาอัพเดทกันค่ะ






Thursday, December 24, 2009

โครงการรับบริจาค: ปันน้ำใจแด่น้องที่แม่ฮ่องสอนในวันเด็ก '53

วันนี้มีโครงการดี ๆ มาประกาศให้ทราบอีกแล้วนะคะ

หมวกอุ่นและถุงเท้า พึ่งไปถึงคุณมิลค์ คุณครูที่แม่สะเรียงค่ะ ซึ่งคุณมิลค์กำลังจะนำไปแจกจ่าย และเดี๋ยวบีมคงจะมีรูปมาอัพเดทเพื่อน ๆ ในไม่ช้านี้นะคะ :)

สำหรับ โครงการดี ๆ ที่บีมคิดว่าน่าสนับสนุนก็คือ โครงการแจกของเล่นให้กับน้อง ๆ นักเรียนที่แม่สะเรียงนี้ล่ะค่ะ คุณแม่ของคุณมิลค์และตัวคุณมิลค์เองเป็นคุณครู ซึ่งทุกปี ในวันเด็กจะมีกิจกรรมให้กับน้อง ๆ ซึ่งมีฐานะยากจนค่ะ

ตัวบีมเอง เข้าใจว่าของเล่นนั้นสำคัญสำหรับเด็กมากแค่ไหน สำคัญสำหรับพัฒนาการและความสุขทางใจมาก บีมก็คิดว่า เป็นโอกาสดี ๆ โอกาสหนึ่งที่จะได้ทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้มีความสุขนะคะ

ซึ่งในตอนนี้อากาศที่นี่ไม่ค่อยเย็นแล้วล่ะค่ะ และส่วนใหญ่เครื่องกันหนาวคนที่นี่ก็มีกันหมดแล้ว...(จากที่ได้ออกพื้นที่นะคะ)

และ ผู้สูงอายุที่เป็นเป้าหมายของเราเห็นทีว่า ถ้าเป็นบริเวณนี้จะหมดแล้วค่ะ เพราะบ้านอื่น ๆ ก็ยังมีลูกหลานเลี้ยงอยู่ค่ะ เราเองอยากจะให้คนที่เค้าขาดและเอาไปใ้ช้ประโยชน์เองจริง ๆ

ตอนนี้ยอดรวมทั้งหมดก็มีอยู่ประมาณ 1,700 บาท

เดี๋ยวบีมจะลองสอบถามทางผู้บริจาคดูว่า เค้าอยากจะนำเงินไปบริจาคให้เด็ก ๆ มั้ยหรืออยากจะให้บีมเอาไปลงทีส่วนไหนของชุมชน

แต่ในส่วนจากยอดขาย 10% นั้นบีมจะบริจาคที่โครงการวันเด็กนี้ค่ะ

หากเพื่อน ๆ มีความสนใจในโครงการนี้ ก็สามารถโอนเงินมาได้ที่

ธนาคารไทยพาิณิชย์
ชื่อบัญชี นางสาว ริตา หอมลา (ชื่อเดิมค่ะ)
เลขบัญชี 401 328561 9
สาขาย่อยพาน (เชียงราย)

ตามกำลังศรัทธาและเห็นควรค่ะ :)
อนุโมทนาค่ะ...

อัพเดทการบริจาค: แจกข้าวสารและของกินให้อุ้ยบ้านทุ่งผักกูด (2)

มาแล้วค่ะ รูปอัพเดทการบริจาคข้าวสาร และข้าวจ้าว วันนี้เอาไปให้คุณยายและคุณตาทั้งหมด 3 คนเป็นคนที่ไปเซอร์เวย์้บ้านมาไงคะ จำได้รึเปล่าเอ่ย

ซักประมาณ 11 โมงลุงอ้ายก็มาถามบีมค่ะว่า จะแบ่งข้าวเลยมั้ย บีมก็เลยไปซื้อถุงมาค่ะ ก็มาแบ่งอย่างที่เห็น เอามาชั่งกิโลเลย...

เหมือน เดิมจ้า ข้าวสารแจกคนละ 1/2 กระสอบ ยกเว้นคุณยายค่ะ เราแบ่งให้ประมาณ 10 กก. เพราะคุณยายมีข้าวเก่าเหลืออยู่แล้วค่ะ ถ้าเราเอาไปเยอะ เค้าจะกินไม่ทัน มันจะกลายเป็นข้าวเก่า ไม่อร่อยค่ะ
บีมเลยซื้อนมให้เพิ่ม เป็นนมแลคตาซอย 1 แพ็ค (6 กล่อง) และ นมเปรี้ยวดัชมิลค์อีก 1 แพ็ค (4 กล่อง) ค่ะ



หลัง แรก บ้านคุณยายโลดค่ะ ตอนไปกะลังทานข้าวอยู่เลย เป็นกับข้าวเมื่อวานง่ะค่ะ...แกงเห็ดเย็น ๆ กับข้าวเหนียวเย็นอ่ะ...เห็นถ้วยแล้วสงสาร...รู้สึกอยากซื้อถ้วยมาให้ใหม่ ่จัง...เฮ้อ


ข้าวสาร 10 กก. ข้าวจ้าว 2 ลิตรและนมค่ะ

บ้านหลังต่อไป...

อุ๊ยแก้วค่ะ ... โชคดีที่วันนี้อุ๊ยอยู่บ้าน

ของอุ๊ยแก้วมีข้าวสาร 1/2 กระสอบและข้าวจ้าว 2 ลิตรค่ะ

บ้านหลังสุดท้าย...

เกือบจะกลับอยู่แล้วค่ะ เพราะมาดู 2 รอบแล้วอุ๊ยไม่อยู่
ดีนะ กำลังจะสตาร์ทรถ อุ๊ยเดินมาจากฝั่งตรงข้ามบ้านแกพอดีเลย
พึ่งไปสวนไปนามาค่ะ ไม่รู้ไปทำอะไรที่นั่นค่ะ...
สงสัยแกจะเื่ื่บื่อที่นั่งอยู่บ้านเฉย ๆ :)


สำหรับการบริจาคที่บ้านทุ่งผักกูด ต.ป่าหุ่ง อ.พาน ก็หมดเพียงเท่านี้นะคะ

กะลังหาเป้าหมายต่อไปค่ะ แล้วจะอัพเดทกันต่อไปค่ะ

สามารดูความเคลื่อนไหวของยอดล่าสุดได้ที่นี่ค่ะ คลิกที่นี่

อนุโมทนาค่า ^^

อัพเดทการบริจาค: แจกข้าวสารและของกินให้อุ้ยบ้านทุ่งผักกูด

บีมได้ข้อมูลจากลุงอ้ายและไปเซอร์เวย์และ ถ่ายรูปมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้เฒ่า 3 คนนี้อยู่บ้านทุ่งผักกูด ไกลออกไปจากเดินอีกหน่อยนึงค่ะ และเป็นหมู่บ้านที่ลุงอ้ายเค้าอยู่

เกณฑ์ในการคัดเลือกของเราก็คือ ต้องเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ตัวคนเดียว ไม่มีลูกหลานมาดูแลเลย ต้องหากินกันเอง

เงินที่ได้มาจากแหล่งเดียวก็คือ เงินสงเคราะห์คนชราเดือนละ 500 บาท

มาเริ่มที่คนแรกนะคะ

บ้านหลังแรก...

ลุงอ้ายเดินนำไปก่อนค่ะ ไปดูว่าลุงแกอยู่มั้ย

ป้ายช่างเลือนราง

บี มลืมชื่อลุงน่ะค่ะ แหง่ว...คือเราคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องค่ะ เพราะลุงเค้าหูไม่ค่อยดี จับใจความได้คร่าว ๆ ว่า ลุงไปทำงานสักอย่าง แล้วตกจากบันได แถว ๆ หัวกระแทกพื้น หลังจากนั้นมาหูก็ไม่ค่อยดี

เวลาบีมพูดเรื่องนึง แกก็จะพยักหน้านะ แต่พูดเรื่องอื่นต่อ
บีมก็เลยคิดว่า อืม..หูคงไม่ดีจริง ๆ ด้วยล่ะ...
ก็อาศัยว่าพูดให้เสียงดังขึ้น เพราะปกติบีมพูดเสียงเบา
รอบนี้ต้องตะโกนกันนิดนึงค่ะ แ้ม้จะนั่งข้าง ๆ นั่นล่ะค่ะ

ลุงคนนี้ บ้านชั้นเดียวอย่างที่เห็นค่ะ บีมไม่รู้ว่าห้องน้ำอยู่ไหน เห็นแต่ห้องนอน
ภรรยาเสียไปแล้ว ลูกหลานไม่มี เหลืออยู่ตัวคนเดียวค่ะ


ตามมาหลังที่ 2 กันเลยค่ะ...

ลุง คนนี้หูไม่ดีอีกเช่นกันค่ะ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่บีมได้ข้อมูลมาจากลุงอ้ายแล้วแหละ และโชคดีที่เพื่อนบ้านของลุงมาช่วยคุยให้ด้วย ทุกคนใจดีมากค่ะ

ลุงเคยมีฐานะดีมาก่อน แต่ช่วงหลังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเช่นกัน ลูกก็ตกน้ำตกท่าไปเสียชีวิตค่ะ
ลุงก็เลยต้องอยู่คนเดียว
ตอนบีมไปถึงลุงยังไม่อยู่้บ้านนะคะ นึกว่าจะไม่เจอซะแล้ว
แต่ก็โชคดีค่ะ ตอนเรากำลังจะกลับกัน
ลุงมาพอดี...บีมเห็นว่าคุณลุงแบกไม้ฟืนกลับมาบ้านด้วย คงจะเอามาผิงกันหนาวตอนกลางคืนแน่เลย


สภาพบ้านของคุณลุง ก็เป็นชั้นเดียวจริง ๆ ค่ะ ถ้าเป็นอพาร์ทเมนต์คงเรียกว่าห้องสตูดิโอล่ะมั้ง
คุณลุงบอกว่า เสื้อผ้าไม่ต้อง มีพอแล้ว ถ้ามีจิตศรัทธา เป็นของกินได้จะดีกว่า
บ้านนี้เป็นเงินจากรัฐค่ะ อบต.เคยเข้ามาดูและได้สร้างบ้านไว้ให้
แต่ ทำบ้านไ่ม่สวยค่ะ ไม่เหมือนบ้านเอื้ออาทรอื่น ๆ (เห็นเพื่อนบ้านเค้าบอกว่า เป็นงบบ้านเอื้ออาทรนั่นแหละ) แต่ทำไม่ดีค่ะ นอนไม่สบายเลย แค่ใช้เป็นเหมือนที่คุ้มแดด คุ้มฝนเองค่ะ (เห็นลุงพูดแบบนั้น)



ตามมาหลังที่ 3 เลยค่ะ....

ป้ายบ้านเลขที่ทำเอง เก๋มั้ยล่ะ

ลุงอ้ายขึ้นไปก่อน


บ้าน ของคุณยายเป็นระเบียบดีค่ะ เก็บเรียบร้อย แต่บีมเสียวตรงพื้นนี่แหละ เพราะว่ามันพื้นที่เอาไม้มาวางเรียง ๆ กันตามแนวคานเท่านั้นเอง เหยียบ ๆ ไปมันเหมือนจะยุบลงไปเลย บีมต้องเดินไปตามแนวคานค่ะ ไม่กล้าเดินพื้นที่นอกเหนือจากนั้น กลัวทำบ้านเค้าพัง

บ้านนี้ลูกทำให้ค่ะ ตอนนี้ลูกเสียหมดแล้ว
คุณยายก็เลยอยู่คนเดียว
นี่เป็นรูปลูกทั้ง 3 คนค่ะ
แขวนเอาไว้ที่ห้องนั่งเล่น

คุณยายมีรายได้จากการจักตอก (ไม้ไผ่บาง) เพิ่มเติมเข้ามาค่ะ จากเงินสงเคราะห์คนชรา
แต่ก็แค่พอเลี้ยงตัวไป ไม่ได้มากมายอะไร

จากข้อมูลที่ได้มาและจากการไปเซอร์เวย์ทำให้บีมรู้ว่า
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนั้นส่วนใหญ่เค้ามีกันแล้วและไม่ค่อยต้องการเพิ่ม
เพราะเสื้อผ้านั้นไม่ได้จำเป็นมาก แค่ปกคลุมร่างกายได้ ทำให้หายหนาวได้ (ในฤดูหนาว) ก็พอแล้ว
และ อบต. ก็มักจะมีของพวกนี้มาให้อยู่แล้วค่ะ

แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการก็คือ ข้าว และ ของกินได้ค่ะ
และอย่างที่บอกค่ะ ข้าวตอนนี้แพงมาก
ข้าวเหนียวราคาอัพจาก 680 เป็น 700 และตอนนี้พุ่งเป็น 800 บาท นี่ข้าวเก่านะคะ
ข้าวใหม่ ตอนนี้เป็น 1,050 บาท
(ราคาต่อกระสอบค่ะ)

บีมเห็นราคา เห็นหน้าคนซื้อตอนบอกราคาแล้วไม่อยากจะขายเลย แพงจริง
สงสารค่ะ
วันนั้นก็มีคนมาซื้อข้าวนี่แหละ เค้าเห็นราคา ก็เลยขอต่อ จาก 1,050 เหลือ พันถ้วน
บีมก็ลำบากใจมากเลย ก็เลยต่อสายหาคุณแม่ คุณแม่ก็ลดให้เหลือ 1,020 บาท
บีมเห็นเงินในกระเป๋าลูกค้า เวลาที่เค้าหยิบออกมา
เห็นแ้ล้วไม่อยากจะขายจริง ๆ นะ

อะไรจะแพงได้ขนาดนี้
คนจนหมดสิทธิ์จริง ๆ นะคะเนี่ย
ก็ไม่รู้ว่าเค้ากินอะไรกันบ้างในแต่ละวัน

ราคาที่โรงสีีบีมขายถูกสุดแล้วค่ะ ที่อื่นขายแพงกว่านี้ถ้าเทียบกับคุณภาพข้าว
ที่อื่นเค้าเอาข้าวไม่ดีผสมไปด้วย ราคามันเลยถูกกว่า

เอาเถอะ ใครทำยังไงก็ได้อย่างนั้นล่ะค่ะ เราไม่ว่ากันหรอก
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ

พล่ามอีกแล้ว
เอาเป็นว่า
เดี๋ยววันนี้บีมจะแบ่งข้าวออกเป็นสามถุงเหมือนเดิมนะคะ เหมือนคราวก่อน
แต่ คุณยายคนหลังสุด มีข้าวเก่าอยู่แล้วส่วนหนึ่ง และท่านบอกว่ายังเหลืออยู่ เพราะกินคนเดียว (รอบก่อนมีคนเอามาให้ค่ะ แต่ข้าวเก่าแล้ว เก่ามาก แต่ก็ยังกินได้อยู่)

คุณแม่เลยเสนอว่า เดี๋ยวคงจะืซื้อเป็นพวกของกินอื่น ๆ ที่เก็บไว้ได้ก็แล้วกัน
เพราะถ้าเราให้ข้าวไปเยอะ มันจะกลายเป็นข้าวเก่าและไม่อร่อยค่ะ

ซึ่งสำหรับคุณยาย เราคงให้น้อยกว่าคุณลุงหน่อยนึง แต่เพิ่มพวกของแห้งแทน

โดยบีมจะนำเงินบริจาคที่ได้จากพนักงานธนาคารกรุงศรีฯมาใช้จ่ายครั้งนี้นะคะ
ยอดที่เหลือจะมาอัพเดทกันอีกครั้ง พร้อมกับรูปภาพค่ะ

สุด ท้ายนี้ บีมจะต้องขอโทษด้วย หากว่าการบริจาคนี้เปลี่ยนจากเครื่องนุ่งห่มและเครื่องกันหนาวมาเป็นของกิน แต่การเปลี่ยนมาบริจาคของกินจะช่วยพวกเขาได้มากกว่าค่ะ เพราะจากที่ออกพื้นที่ทำให้ทราบว่า เสื้อผ้าและของใช้พวกเค้ามีกันอยู่แล้ว และไม่ได้อยากได้อันใหม่อีก

ขอบคุณและอนุโมทนาเหมือนเช่นเคยค่ะ

อัพเดทการบริจาค: หมวกและถุงเท้าสู่แม่สะเรียง

มาแล้วค่ะ มาอัพเดทกัน

ล่าสุดที่พึ่งทำไปก็คือ ส่งหมวกอุ่นและถุงเท้าไปที่แม่ฮ่องสอนค่ะ

ที่ มาของเรื่องก็คือ บีมได้สอบถามกับคุณมิลค์ซึ่งเป็นเพื่อนที่ติดตามบล็อกและอีเมลคุยกันตลอดค่ะ คุณมิลค์น่ารักมากค่ะ และได้คอยอัพเดทบีมตลอด

เธอเป็นคุณครูสอนอยู่ที่แม่สะเรียงค่ะ บีมก็เลยสอบถามว่า เอ...ถ้าส่งไปจะดีมั้ย จะมีคนต้องการหรือเปล่า

เธอก็บอกว่า ไม่มีปัญหาค่ะ ส่งไปได้เลย จะได้เอาไปให้นักเรียนบนดอยค่ะ

คุณ แม่เลยไปซื้อหมวกมาเพิ่มนิดหน่อยค่ะ ที่อัพเดทไปก็คือ 10 ใบ หมวกก็จะมีทั้งไซส์ใหญ่และเล็กค่ะ ทั้งหมดรวมแล้วน่าจะประมาณ 25 ใบ ส่วนถุงเท้าทั้งหมด 24 คู่

ได้จัดส่งไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานเที่ยง ๆ ค่ะ คาดว่าน่าจะถึงวันนี้หรือพรุ่งนี้ค่ะ

ต้องขอขอบคุณและอนุโมทนาคุณมิลค์และคุณแม่ของบีมเองค่ะที่ช่วยเป็นธุระให้ทุกอย่าง ^^

ขอให้ผลบุญนี้ ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องไม่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่หนาวกาย หนาวใจ ให้อบอุ่นหัวใจไปตลอดกาลนะคะ สาธุ...

อัพเดทการบริจาค

ตอนนี้บีมกับคุณแม่กำลังหากล่องเพื่อใส่ หมวกอุ่นและถุงเท้่า จะส่งไปที่โรงเรียนที่แ่ม่ฮ่องสอน เ็ป็นโรงเรียนที่เพื่อนที่รู้จักกันทางบล็อกนี้เป็นคุณครูอยู่ค่ะ

สำหรับรูปภาพและงบจะอัพเดทให้ทราบกันอีกครั้ง

ตั้งใจว่าจะส่งในวันพรุ่งนี้ค่ะ

ส่วนโครงการข้าวสารนั้น วันนี้จะไปดูอีก 3 บ้านที่เป็นผู้สูงอายุไม่มีคนดูแลเช่นกัน

รูปภาพและงบที่ใช้จะมาอัพเดทในเร็ววันค่ะ ^^

อัพเดทการบริจาคล่าสุด: แจกข้าวสารและข้าวจ้าว

หลังจากที่ไปเซอร์เวย์มาก็ได้รายที่ควรจะบริจาคข้าวสารและข้าวจ้าวได้ 3 คน คือ อุ้ยวงศ์ อุ้ยคำ และอุ้ยแก้ว ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้และไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล ทุกคนอยู่คนเดียวหมด รายได้ใน 1 เดือนที่มีคือ เงินจากรัฐ 500 บาท เค้าเรียกว่า เงินสงเคราะห์คนชรามั้งคะ ต้องไปรับที่วัดทุกเดือน

จริง ๆ เมื่อวานนี้เรานำข้าวไปส่งแล้ว อุ้ย 2 คนอยู่บ้าน อีกคนหนึ่งไม่อยู่ คุณพ่อเลยไปส่งบีมไปที่บ้านนั้นเช้านี้อีกรอบค่ะ

สำหรับ การบริจาคครั้งนี้ บีมใช้เงินในส่วนที่พนักงานธนาคารกรุงศรีฯ ที่พี่เจนนี่ทำงานอยู่และได้ช่วยรวบรวมเงินมาให้ในการซื้อข้าวในราคาทุนไม่ รวมค่าโสหุ้ยอื่น ๆ ค่ะ โดยคุณแม่ช่วยกะปริมาณสำหรับการทานคนเดียว

เพราะถ้าเอาไปเยอะเกินไป จากข้าวใหม่หอม ๆ จะกลายเ็ป็นข้าวเก่าและไ่ม่อร่อย

ดังนั้น ปริมาณของข้าวที่บริจาคมีดังนี้
  • ข้าวเหนียว (คนที่นี่เรียกข้าวสาร) บริจาค 1/2 กระสอบต่อคน (1 กระสอบ = 990 บาท รวม 1,485 บาท)
  • ข้าว จ้าว บริจาค 2 ลิตรต่อคน (เพราะเค้าไม่ค่อยทานข้าวจ้าวกันค่ะ ยกเว้นถ้าเค้าอยากทานข้าวต้มเท่านั้น) (1 ลิตร = 25 บาท รวม 150 บาท)
หมายเหตุ ถ้าบีมคำนวณตรงไหนผิด แจ้งได้เลยนะคะ จะได้อัพเดทยอดบริจาคถูก เพราะเิงินบริจาคบีมไม่อยากให้มาอยู่กับบีมแม้แต่สลึงค่ะ กลัวบาป

ตามมาดูรูปเลยนะคะ

ขั้นเตรียมของ

คุณแม่กับลุงอ้ายและลูกค้าช่วยเตรียมของ (บีมติดสายโทรศัพท์อยู่ค่ะ พอดีมีพี่โทรมาปรึกษาเรื่องสิวอยู่)
นะ ลูกค้าก็แอบมาช่่วยด้วย อิอิ


คุณแม่บีมสมถะค่ะ อิอิ พอดีท่านพึ่งแบ่งข้าวเสร็จแล้วขี้เกียจลุก เลยนั่งอยู่แบบนั้นแหละ
ผู้ชายเสื้อเหลืองคือลุงอ้าย ทำงานที่โรงสีเรานี่เอง และอีกคนเป็นลูกค้า แอบมาช่วย
ถ้า เราทำสิ่งดี เราย่อมจะมีคนสนับสนุนค่ะ ขอให้ทำด้วยใจอันเป็นกุศลแค่นั้นเองและไ่ม่หวังอะไรตอบแทน น้ำใจจะหลั่งไหลมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพราะสิ่งดี ๆ ย่อมดึงดูดสิ่งดี ๆ ค่ะ ^^ มันเป็นกฎแห่งธรรมชาติ

นี่คือข้าวที่เราสีและเอามาแบ่งค่ะ พึ่งซื้อสด ๆ ใหม่ ๆ ข้าวใหม่จริงๆ


มาเขียนที่ถุงเพื่อแจ้งผู้บริจาคค่ะ

ตัวหนังสือไม่ค่อยสวยอ่ะ ไม่ว่ากันนะ

และแล้วก็เดินทางไปบ้านแรก...แต่ลุงแกไม่อยู่ ก็เลยไปหลังที่สอง


ลุงอ้ายช่วยยกข้าวไป บีมถือข้าวจ้าวไป (กินแรงเนาะ อิอิ)
ส่วนคุณพ่อช่วยเป็นตากล้องให้ค่ะ

ขอบอกว่า ลุงคนนี้จะทำบีมน้ำตาไหล เพราะตอนที่แกลงมาจากบันไดแล้วเห็นถุงข้าวเบ้อเริ่มแบบนี้ แบบที่ชีวิตแกไม่สามารถจะซื้อมากินได้ คือ แววตาแกบอกเลยว่า ซาบซึ้งมาก ๆ แล้วพอแกลงมา แกก็นั่งยอง ๆ ท่านั้น พนมมือเลย แล้วบอกว่า รับพรก่อน และให้พรยาวมาก คือ แกซาบซึ้งจริง ๆ นะคะ ตอนรับพรบีมก็กำหนดจิตเชื่อมโยงผู้บริจาคเงิน กับข้าวสารและกับอุ้ยคนนี้ และอุทิศบุญให้แก่เจ้ากรรมนายเวรของทุก ๆ คน พี่เจนนี่และเพื่อน ๆ กรวดน้ำได้เลยนะคะ ตามวิธีที่บีมเคยแนะนำไป
ใช้วิธีเบิกบุญเอาค่ะ เพราะเป็นการกรวดน้ำย้อนหลัง



ลุงอ้ายช่วยยกข้าวขึ้นไปไว้ค่ะ

แ้ล้วเราก็ไปอีกหลังหนึ่งค่ะ....




ส่วนหลังนี้หลังสุดท้ายที่พึ่งไปมาเมื่อเช้า เพราะไปเมื่อวานไม่เจอค่ะ คุณพ่อช่วยขับรถไปส่งและถ่ายรูปให้ค่ะ





ก่อนกลับ อุ้ยถามว่ามาจากไหน...
สงสัยแกจะลืมค่ะว่าเราเคยบอกไปแล้ว ^^

บีมไม่สนใจหรอกค่ะว่าเค้าจะจำเราได้มั้ย
สิ่งที่บีมรู้สึกว่า มันคือที่สุดแล้วของการทำเช่นนี้คือ
รอยยิ้มและสายที่ซาบซึ้งคู่นั้นที่หล่อเลี้ยงหัวใจให้อยากจะทำดีต่อไป...

รู้สึกเหมือนกันมั้ยคะ ^^

หากเพื่อน ๆ มีโอกาส และรู้สึกหัวใจเหี่ยวเฉาจากอะไรก็ตาม
ลองทำอะไรแบบนี้ดูสิคะ
มันรู้สึกดีแบบบอกไม่ถูกจริง ๆ ^^

เงินยังเหลือนะคะ ซึ่งเรากำลังหาเป้าหมายต่อไปค่ะ ไม่ต้องกลัว
อัพเดทกิจกรรมและยอดให้เรื่อย ๆ อยู่แล้วค่ะ

สุดท้ายนี้ขออนุโมทนา พี่เจนนี่และเพื่อน ๆ ที่ธนาคารกรุงศรี กทม.ที่ได้ช่วยบริจาคทุกคนค่ะ
สาธุ... ขอให้ร่ำให้รวย มีเงินมีทอง มีความอุดมสมบูรณ์มากคณานับเหมือนกับข้าวสารที่ได้บริจาคครั้งนี้นะคะ ไปทางใดก็ไม่อดอยาก ทำกิจการใดก็ำสำเร็จ ทำมาค้าขึ้นตลอดไปค่ะ

โครงการแจกข้าวสารให้แก่ผู้ขาดแคลน (อัพเดท): คุณลุงโดดเดี่ยว 3 คน

บีมพึ่งไปเยี่ยมดูบ้านที่เราจะให้ของเค้ามาค่ะ เพื่อไม่ให้เป็นดินพอกหางหมู บีมก็ขออัพเลยก็แล้วกันนะคะ

เมื่อ กี๊ไปมา 3 บ้านที่คอนเฟิร์มแล้วว่าไม่มีญาติพี่น้อง อยู่ตัวคนเดียวค่ะ ข้อมูลนี้ได้มาจากลุงอ้าย คนในพื้นที่ที่กว้างขวางค่ะ อนุโมทนาให้กับเค้าเพราะเค้าขับรถไปส่งบีมค่ะ


ซึ่ง จากการประมวลข้อมูลจากทั้งคุณแม่ ลุงอ้ายและคุณอุ้ยทั้งสาม ถ้าได้เป็นข้าวสารจะดีกว่า เพราะผ้า่ห่มนี้มีอยู่แล้วค่ะ ตามบีมมานะคะ จะเล่าประวัติให้ฟังคร่าว ๆ ทีละคนค่ะ

อุ้ยวงศ์

ไม่ ได้ถามอายุค่ะ แต่บีมจำได้ตั้งแต่แรกเห็นว่าเป็นลุงที่เคยมาแปะข้าวสารที่โรงสีของเรา แกเดินมาและแม่ก็ไม่ได้ถามชื่อค่ะ เราไม่เคยรู้จักเค้า และก็ไม่รู้จะไปตามหาเค้าที่ไหน

พอวันนี้ได้รู้ว่า แกเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีญาติพี่น้องเลย อยู่คนเดียวจริง ๆ
บ้านแกก็หลังที่เห็นค่ะ เป็นหลังเล็ก ๆ บ้านไม้
แต่ก่อนเคยมีพี่ชาย และพี่ชายสร้างไว้ให้
แต่ตอนนี้พี่ชายเสียแล้วแกเลยอยู่คนเดียว

คุณแม่เห็นก็เลยบอกว่า ที่เค้าแปะน่ะไม่ต้องคิดแล้ว ให้ไปเลย


ให้หมวกไปด้วยค่ะ แกก็รับไปใส่ทันทีเลย ^^

ส่วนนี่เป็นเพื่อนบ้านแกค่ะ บีมก็เลยมอบหมวกให้ 1 ใบค่ะ แกบอกขอบคุณใหญ่เลย และอวยพร
ที่ีบีมบอกค่ะ ฟังภาษาพื้นเมืองจริงๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องแต่รู้ว่าแก้ให้พรค่ะ



ลุงคำ

นี่่้บ้านลุงคำค่ะ แกอยู่คนเดียวเช่นกัน ไ่ม่มีใคร บ้านก็หลังเล็กเท่านี้แหละ
ของใช้ก็มักจะเป็นของบริจาคจาก อบต.ค่ะ


บีมมีหมวกไปด้วย ก็เลยมอบให้เลยค่ะ
อ้อ จะบอกว่า รายนี้มีผ้าห่มเยอะค่ะ เป็นผ้าห่มนวม แต่เป็นของบริจาคจาก อบต.ค่ะ
แกเลยอยากได้เป็นข้าวสารมากกว่า (เดี๋ยวบีมจะอธิบายให้ฟังเรื่องข้าวสารอีกทีค่ะ ว่าทำไมมันถึงสำคัญนัก)

อันนี้ถ่ายมาเป็นหลักฐานว่าอิชั้นไปจริง ๆ ค่ะ

ลุงแก้ว


อยู่คนเดียวเช่นกันค่ะ ไม่มีญาติพี่น้อง บ้านที่อยู่นี้เป็นงบของ อบต.ค่ะ แต่ก่อนไม่รู้แกอยู่ไหน แต่ อบต. มาสร้างไว้ให้ที่นี่ค่ะ)


ภายในบ้านค่ะ

แอบเก๋ มีแตะแฟชั่นด้วย (แซวเล่นน่ะค่ะ)

ทำไมถึงต้องเป็นข้าวสาร?

อย่าพึ่งเข้าใจผิดนะคะว่าบีมกะลังจะเอาเงินบริจาคมาซื้อของที่บ้าน
เปล่า เลยจ้า พอดีว่าตอนแรกจะซื้อผ้าห่มแต่ลุงอ้ายบอกว่า ข้าวสารดีกว่า เพราะคนจน ๆ เวลาเค้าซื้อข้าวเนี่ย ซื้อได้ไม่เยอะ แค่ลิตรสองลิตรแค่นั้น

แต่ผ้าห่มจะมีคนช่วยบริจาคทุกปีอยู่แล้วค่ะ

และตอนนี้ข้าวสารขอบอกว่าราคาแพงมาก แค่ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาซื้อขายผันผวนมากค่ะ และราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ

จากเมื่อ 2 เดือนก่อน ขายข้าวเหนียวอยู่ที่กระสอบละ 680 บาทค่ะ
สักพักขึ้นเป็น 700 บาท
และตอนนี้ 750 บาทค่ะ
ซึ่ง ขอบอกว่า แม่บีมทำธุรกิจแบบการกุศลมาก คือกำไรต่ำสุด ๆ (พูดจริงๆค่ะ) ถ้าเทียบกับสหกรณ์โรงสีของอำเภอหรือโรงสีอื่น ๆ ละแวกนี้ และเราไม่เคยเอาข้าวมาปนกันเลย เป็นข้าวคุณภาพ ซึ่งรู้มั้ยคะ ถ้าคนที่เค้ามีเงินหน่อย เค้าจะไม่ไปซื้อที่อื่นค่ะ เพราะข้าวบ้านบีมคัดคุณภาพจริง ๆ ถึงราคาจะสูงกว่าที่อื่นหน่อย แต่เค้ารู้ว่ากินแล้วอร่อยค่ะ ไ่ม่เอาเปรียบลูกค้า

ส่วนข้าวจ้าวไม่ต้องพูดถึง แพงโคตร ๆเลย
ตอนนี้ กระสอบละ 1,200 บาทค่ะ

และ ยิ่งเป็นข้าวใหม่ (ข้าวใหม่หมายถึง ข้าวที่พึ่งเกี่ยวมาจากนาเลยค่ะ ซึ่งช่วงนี้ ถ้าใครโทรหาบีมแล้วบีมยุ่ง ๆ นั่นล่ะค่ะ คือ มีคนเอาข้าวใหม่มาขายที่บ้านอยู่ ก็ต้องหยิบนู่นนี่ให้คุณแม่ไปด้วย)

ข้าวใหม่จะหอม นุ่ม และกินอร่อยกว่าข้าวเก่าค่ะ
แต่ก็แพงกว่าด้วย

ซึ่งคนจนหมดสิทธิ์กินเพราะแพง

ดังนั้น คุณแม่เลยเสนอความคิดว่า
บริจาคเป็นข้าวใหม่ ขอบอกว่าใหม่จริง ๆ เพราะตั้งแต่คุณแม่รับซื้อมาได้ประมาณ 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ได้สีเลยค่ะ ท่านบอกว่า ถ้าหากผู้ที่บริจาคมีความจำนงค์ที่จะบริจาคเป็นข้าวใหม่ จะสีให้เลยพรุ่งนี้ค่ะ แล้วเอาไปแจกคุณลุงทั้งสามเลยในตอนเย็นค่ะ

รวดเร็วทันใจดีเนาะ

ส่วนราคาคุณแม่คิดราคาต้นทุนเลยค่ะ ไม่คิดค่าสี ค่าไฟ(ที่แสนแพง) และค่าคนงานที่ปกติแล้วคิดรวมไปในทุกกระสอบที่ขาย

อันนี้เพื่อการกุศลจริง ๆ ค่ะ (อนุโมทนาแม่ตัวเอง)

และเราได้กำหนดปริมาณดังนี้ สำหรับการกินคนเดียวค่ะ
ข้าวเหนียว 1/2 กระสอบ ต่อ คน ราคา 495 บาท
ข้าวจ้าวซื้อ 1/2 กระสอบ ต่อ 3 คน ตกอยู่ที่คนละ 7 กก. ราคา 600 บาทค่ะ

ดังนั้น 3 คนนี้รวมเป็น 1,095 บาท ค่ะ
เดี๋ยวจะไปหักจากยอดทั้งหมดให้ที่หน้ายอดบริจาคเดือน ธ.ค.ค่ะ

ถ้าหากผู้บริจาคต้องการบริจาคเป็นอย่างอื่น สามารถแจ้งความประสงค์ได้เลยนะคะ
แจ้งมาได้ทันทีที่ rinyabhatr@gmail.com ค่ะหรือ 080 499 8105
บีมกับแม่ไม่ขัดศรัทธาอยู่แล้วค่ะ
สบาย ๆ ค่ะ มีอะไรก็คุยกัน

ขอบคุณอีกครั้งนะคะ